Project. ส.1 การสืบค้น (Reserch)

Project : MILKCIUM

Milkcium ผลิตภัณฑ์นมรสอัลมอนด์
ออกแบบ logo + ฉลากติดขวดนม size ขวด เส้นผ่าศูนย์กลาง  5 cm 
logo ออกแบบตาม identity ส่วนฉลากสื่อสารถึงความสดสะอาด ความเป็น original
ของนมที่ทำมากว่า 30 ปี แต่ต้องไม่ทิ้งความเข้าสมัย เพราะเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น




การสืบค้นข้อมูล
เดิมทีแล้วเป็นผลิตภัณฑ์นมทุ่งกุลา
บริษัททุ่งกุลาแดรี่ฟูดส์ จำกัด
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2535 ดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายนมสดพาสเจอร์ไรส์ ให้แก่โรงเรียน ตามโครงการนมโรงเรียนภายใต้เครื่องหมายการค้าตราทุ่งกุลา ทางโรงงานมีกำลังการผลิตวันละ 35 ตัน ปัจจุบันบริษัทได้รับการจัดสรรสิทธิ์ในการจำหน่ยนมโรงเรียนอย่างถูกต้อง จากคณะอนุกรรมการนมโรงเรียน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากมติรัฐมนตรีและบริษัทได้รับมอบอำนาจจากองค์การส่งเสริมกิจการเป็นตัวแทนขององค์การ ส่งเสริมโคนมแห่งประเทศไทย(อสค.) ในการผลิตและจัดส่ง
     บริษัทมีศูนย์ รับน้ำนมดิบ ที่อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทุกวัน และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมอื่นๆ ตามที่บริษัทฯ ได้ทำสัญญาซื้อขาย(MOU)
บริษัท ดำเนินการผลิตและจัดจำหน่ายนมสดพาสเจอร์ไรส์ ให้แก่โรงเรียน ตามโครงการนมโรงเรียนภายใต้เครื่องหมายการค้าตราทุ่งกุลา ทางโรงงานมีกำลังการผลิตวันละ 35 ตัน
เพื่อให้นักเรียนได้ดื่มนมสดใหม่ทุกวัน ตามมติรัฐมนตรี กำหนดให้พัฒนาระบบขนส่งนมพลาสเจอร์ไรส์ ให้มีคุณภาพระดับสากลให้มีโครงการจัดทำระบบรถห้องเย็นที่ได้มาตรฐานตามมติ ครม.กำหนด สามารถเก็บความเย็นได้คงที่ จากโรงงานจนถึงปลายทาง(โรงเรียน) ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าได้รับการบริการทั้งทางด้านการผลิตและระบบขนส่งที่ ได้มาตรฐาน


ภาพตัวอย่างผลิตภัณฑ์นมแบบดั้งเดิม


ภาพขวดผลิตภัณฑ์บรรจุนม


ภาพ Logo ผลิตภัณฑ์ Milkcium แบบเดิม


ภาพฉลากผลิตภัณฑ์ Milkcium แบบเดิม

ขวด (Bottle)


ขวด (Bottle)

ขวด เป็นภาชนะที่มีรูปทรงยาว ทั่วไปใช้บรรจุน้ำ หรือของเหลว ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุประเภทแก้ว หรือพลาสติก รูปทรงของขวดมีหลายแบบ โดยทั่วไปปากขวดมีขนาดหน้าตัดเล็กกว่าตัวขวด ถ้าหน้าตัดเท่ากันเรียกว่ากระบอก
วัสดุที่นิยมใช้ทำขวดได้แก่
+ แก้ว
+พลาสติก ได้แก่ PET ,PE
ขวดแก้ว ( Glass bottles )




วัตถุดิบที่ใช้ ในการผลิตแก้ว
1.ทราย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ซิลิกา” จะต้องมีปริมาณของ SiO2 อย่างน้อย 99.5% และมีปริมาณของ Fe2O3 น้อยกว่า0.04%
2. โซดาแอช คือ Na2CO3 ในธรรมชาติอยู่ในรูปของ Na2CO3 , NaHCO3, 2H2O
3. หินปูน คือ CaO และ หินโดโลไมต์ เป็นสารที่ประกอบด้วย CaO และ MgO
4. หินฟันม้า เป็นสารที่ประกอบด้วย SiO2 และยังมีปริมาณ AI2O3 ถึงเกือบ 20%
5. เศษแก้ว เป็นวัตถุดิบที่ช่วยประหยัดพลังงานในการหลอม
นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งช่วยในการหลอม การปรับแต่งสีของขวดแก้ว รวมทั้งปรับแต่ง
คุณสมบัติของ Oxides ต่างๆที่ประกอบอยู่ในแก้ว
1. SiO2 แก้วที่มีปริมาณของ SiO2 สูง จะทำให้แก้วนั้นมีโครงสร้างที่แข็งแรง ทนต่อความร้อนและสารเคมี แต่ทำการผลิตได้ยากเนื่องจากต้องใช้การหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูงขึ้น และขึ้นรูปได้ยากเนื่องจากมีความหนืดสูง
2. CaO และ MgO จะช่วยในการขึ้นรูป ทำให้แก้วคงตัว (set) เร็วขึ้นเมื่อเย็นลง และเพิ่มความทนต่อสารเคมี แก้วที่มีปริมาณ MgO มากกว่า CaO จะทำให้ให้การตกผลึกเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้การเรียงตัวของผลึกออกมาสวยงาม
3. K2Oช่วยให้การตกผลึกเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้การเรียงตัวของผลึกออกมาสวยงาม
4. Na2O แก้วที่มีปริมาณ Na2O สูงจะหลอมเหลวที่อุณหภูมิต่ำ เปราะแตกง่าย และไม่ทนต่อสารเคมี ถ้ามีปริมาณ Na2O สูงมากๆ จะสามารถละลายน้ำได้
5. B2O3 แก้วที่มีสารประกอบพวก Boron เป็นองค์ประกอบ (Borosilicate) จะมีความคงทนต่อกรด-ด่าง และทนต่อความร้อน เนื่องจากจะทำให้สัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนลดลง แก้วประเภทนี้เป็นแก้วที่ใช้ในอุปกรณ์วิทยาศาสตร์และเป็นแก้วประเภทที่สามารถใช้ในเตาไมโครเวฟได้
6. Al2O3 แก้วที่มีปริมาณ Al2O3 สูง จะทำให้แก้วนั้นมีความทนทานต่อการสึกกร่อนและสารเคมีได้ดีขึ้น
7. Fe2O3 ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงในขณะหลอม แต่จะทำให้เนื้อกระจกใส มีสีค่อนไปทางเขียว
8. PbO แก้วที่มีตะกั่วเป็นองค์ประกอบ (Lead glass) เนื้อแก้วใสวาวเนื่องจากมีค่าดัชนีหักเหสูงมีความอ่อน (soft) ไม่แข็งกระด้าง ง่ายต่อการเจียระไน เวลาเคาะมีเสียงกังวาน
9. ออกไซด์ อื่นๆ หากต้องการให้แก้ว หรือกระจกมีสีสันต่างๆ สามารถเติมสารนอกเหนือจากส่วนผสมข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ดังนี้
ชนิดโดยทั่วไปของแก้ว มีดังนี้
1. แก้วโซดาไลม์ (Soda-lime glass)
ผลิตจากวัตถุดิบหลัก คือ ทราย โซดาแอช หินปูน เป็นแก้วที่พบเห็นได้โดยทั่วไป มีราคาถูกได้แก่ แก้วที่เป็นขวด แก้วน้ำ กระจก เป็นต้น สามารถทำให้เกิดสีต่างๆ ได้โดยการเติมออกไซด์ที่มีสีลงไป





2. . แก้วที่บอโรซิลิเกต (Borosilicate glass ) หรือ Pyrex
เป็นแก้วที่มีการเติมบอริค-ออกไซด์ ลงไป ทำให้มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนต่ำ และทนต่อการเปลี่ยนแปลงความร้อนได้ แก้วที่ได้สามารถนำไปใช้ทำเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ ทำภาชนะแก้วสำหรับใช้ในเตาไมโครเวฟ เป็นต้น








3. แก้วตะกั่ว (Lead glass) หรือแก้วคริสตัล
เป็นแก้วที่มีสารผสมของตะกั่วออกไซด์ อยู่มากกว่า 24% โดยน้ำหนัก จะเป็นแก้วที่มีดัชนีหักเหสูงมากกว่าแก้วชนิดอื่น ทำให้มีประกายแวววาวสวยงาม และแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ ได้ ใช้ทำเครื่องแก้วที่มีราคาแพง เช่นเครื่องประดับ โคมไฟระย้า เป็นต้น




4. แก้วอลูมิโนซิลิเกต (Alumino silicate glass)
มีอลูมินาและซิลิกาเป็นส่วนผสมหลัก มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัว เนื่องจากความร้อนต่ำ และมีจุดอ่อนตัวของแก้ว (softening point) สูง พอที่จะป้องกันการเสียรูปทรงเมื่อทำการอบ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผลิตภัณฑ์





5. แก้วอัลคาไลน์-เอิร์ท อลูมิโนซิลิเกต (alkaline-earth alumino silicate)
มีส่วนผสมของแคมเซียมออกไซด์ หรือแบเรียมออกไซด์ ทำให้มีค่าดัชนีหักเหใกล้เคียงกับแก้วตะกั่ว แต่ผลิตง่ายกว่าและมีความทนทานต่อกรดและด่าง มากกว่าแก้วตะกั่วเล็กน้อย
6. กลาส-เซรามิกส์ (glass-ceramics)
เป็นแก้วประเภทลิเธียมอลูมิโนซิลิเกตที่มี TiO2 หรือ ZrO2 ผสมอยู่เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้เกิดผลึกในเนื้อแก้ว ซึ่งอาจทำให้แก้วมีความทึบแสงหรือโปร่งใส ขึ้นกับชนิดของผลึก กลาส-เซรามิกส์จะทนทาน และมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนต่ำมาก สามารถนำไปใช้เป็นภาชนะหุงต้ม หรือเป็นแผ่นบนเตาหุงต้มได้

กระบวนการผลิตขวด มี 2 แบบ
1. Blow and Blow process ใช้ผลิตขวดปากแคบ
- แม่พิมพ์ที่ 1 เริ่มจากนำ Gob เข้ามาใน แม่พิมพ์จากนั้นจะมีแรงดันดันGobให้ติดกับแม่พิมพ์เมื่อติดแล้วจะมีลมเป่าเข้ามาในGob ทำให้เกิดช่องว่างด้านในเรียกว่า Blank shape
- แม่พิมพ์ที่ 2 นำ Blank shape ทีได้เข้าแม่พิมพ์ตัวที่ 2 เพื่อเข้าขั้นตอนการเป่าลมเข้าไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผนังของขวดแก้วที่บางตามต้องการ




2. Press and Blow process ใช้ผลิตขวดปากกว้าง

- แม่พิมพ์ที่ 1 เริ่มจากนำ Gob เข้ามาในแม่พิมพ์จากนั้นแม่พิมพ์จะถูกดันขึ้นไปติด Gobทำให้มีลักษณะเป็นช่องว่างได้ลักษณะที่เรียกว่า Blank shape
- แม่พิมพ์ที่ 2 นำ Blank shape ทีได้เข้าแม่พิมพ์ตัวที่ 2 เพื่อเข้าขั้นตอนการเป่าลมเข้าไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผนังของขวดแก้วที่บางตามต้องการ ลักษณะกระบวนการขั้นนี้เหมือนกับแม่พิมพ์ตัวที่ 2 ของ Blow and Blow process

ประโยชน์ :
1. นำไปใช้งานได้หลากหลาย
การใช้งานของวัสดุแก้ว
1. แก้วในงานก่อสร้าง (Constructions) เช่น กระจกแผ่น กระจกลาย อิฐแก้ว (Glass brock) เป็นต้น ต้องมีความแข็งแรง ความโปร่งใสสูง สามารถผลิตในปริมาณมากเพื่อให้คุ้มกับการลงทุน
2. แก้วบรรจุภัณฑ์ (Containers) เช่น ขวด แก้วน้ำ และภาชนะต่างๆ ควรจะมีความทนทานทางกายภาพและทางเคมีระดับในระดับหนึ่ง และควรสามารถนำกลับมาล้างใช้ได้ใหม่อย่างน้อย 50 ครั้ง
3. แก้วที่ผ่านการแปรรูป (Specialty glass) เช่น กระจกนิรภัยชนิดต่างๆ กระจกฉนวน กระจกเสริมลวด เป็นการนำกระจกแผ่นแบบ float มาอบ มีความทนทานมากขึ้น
4. แก้วเครื่องประดับ ตกแต่ง (Ornaments & Figurines) เช่น แก้วคริสตัล ของชำรวยต่างๆ แก้วสลัก เจียรไน มักเป็นแก้วพวก borosilicate ซึ่งสามารถนำมาเป่าขึ้นรูปได้ง่าย หรือแก้วผสมตะกั่ว ซึ่งจะทำให้แกะสลักและเจียรไนได้ง่าย
5. แก้วในอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics & Electrical Glass) เช่น Cathode-ray tubes, capacitors, resistors, computer components และ print circuits เป็นต้น แก้วที่ใช้จะต้องมีค่า dielectric ที่ดี มีการสูญเสียทางไฟฟ้าน้อยในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันสูง หน้าจอทีวี แก้วสำหรับการป้องกันการแผ่รังสี ก็ควรมีปริมาณตะกั่วที่สูง
6. แก้วในงานทางแสง (Optical glass) เช่น หลอดไฟ ต้องมีทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการใช้งานที่อุณหภูมิสูง ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ส่วนเลนส์ ใยแก้วนำแสง ต้องใช้วัตถุดิบที่มีความบริสุทธ์สูง
7. แก้วในงานอื่นๆ (Other Glass) เช่น ใยแก้ว โฟมแก้ว วัสดุคอมโพสิท ต้องสามารถใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน ทนควาร้อน และมีความต้านทานไฟฟ้าที่ดี ขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่จะนำไปใช้
ขวดพลาสติก
2.การรีไซเคิล(RECYCLED) เมื่อเสื่อมสภาพหรือแตกแล้วยังสามรถนำไปรีไซเคิลได้ใหม่สามารถนำไปหลอมแล้วทำเป็นขวด แก้วน้ำ จานแก้ว อื่นๆได้มากมาย
3.การรียูส(REUSED)ขวดแก้ว สามารถนำไปล้างทำความสะอาดผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยตรง
การนำขวดแก้วกลับมารียูส หรือรีไซเคิล สามารถลดปัญหาขยะและการทำลายสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลลง เพราะว่าการผลิต ขวดแก้วแก้วน้ำ จานแก้ว ต้องใช้ทราย-แก้วเป็นวัตถุดิบในการผลิต ทรายแก้วเป็นทรายที่มีอยู่ตามชายฝั่งทะเล และต้องขุดขึ้นมาเพื่อนำไปผลิต ทำให้สภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์เสื่อมโทรมและภูมิประเทศเสียไป
ขวดพลาสติก( Plastic bottles)





วัตถุดิบที่ใช้ ในการผลิตพลาสติก
เม็ดพลาสติก PE ,PP ,PVC, PET เป็นต้น
กระบวนการผลิตมีหลายวิธีในที่นี้จะกล่าวถึงแค่ injection blow molding เท่านั้น
1. ต้องทำการอบเม็ดพลาสติกก่อนเนื่องจากการฉีดพลาสติกนั้น ถ้าเม็ดพลาสติกมีความชื้นอยู่จะส่งผลต่อคุณภาพของชิ้นงาน ในแง่ของความสวยงามของผิวงานและความแข็งแรงของชิ้นงาน โดยส่วนใหญ่เม็ดพลาสติกที่ซื้อจากแหล่งวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดพลาสติกใหม่หรือ เม็ดพลาสติกเกรด B หรือ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะมีความชื้นปะปนอยู่ไม่มากก็น้อย รวมถึงชนิดของเม็ดพลาสติกที่มีความสามารถในการดูดซับความชื้นอยู่ได้ใน ปริมาณที่ไม่เท่ากัน การแก้ปัญหาในกรณีนี้ จะทำการอบเม็ดพลาสติกก่อนเข้าเครื่องฉีดด้วยเครื่องอบเฉพาะ
2. นำเม็ดพลาสติกไปหลอมเพื่อขึ้นรูปร่างแบบคร่าวๆ (parison form)
3. นำparisonที่ได้ไปเป่า ทำให้เกิดการขยายตัวได้ขวดรูปแบบต่างๆขึ้นมา




ประโยชน์
ยกตัวอย่าง เช่น
1 ขวดทำจากพอลลิไวนิลคลอไรด์ PVC ใช้บรรจุน้ำมัน น้ำผลไม้



2 ขวดทำจากพอลลิเอทีลีน PE ชนิดความหนาแน่นสูงใช้บรรจุนม น้ำดื่ม ยา สารเคมี ผงซักฟอก เครื่องสำอาง



3 ขวดทำจากพอลลิเอสเธอร์ PET ใช้บรรจุน้ำอัดลม เบียร์ เป็นต้น










ระบบการพิมพ์
การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) เป็นการพิมพ์พื้นราบที่ใช้หลักการน้ำกับน้ำมันไม่รวมตัวกัน โดยสร้างเยื่อน้ำไปเกาะอยู่บนบริเวณไร้ภาพของแผ่นแม่พิมพ์ เมื่อรับหมึก หมึกจะไม่เกาะน้ำแต่จะไปเกาะบริเวณที่เป็นภาพแล้วถูกถ่ายลงบนผ้ายางและกระดาษพิมพ์ต่อไป การพิมพ์ออฟเซ็ทสามารถผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงจนถึงสูงมาก เครื่องพิมพ์มีหลายขนาด มีทั้งเครื่องพิมพ์ 1 สี 2 สี 4 สี 5 สี หรือมากกว่านั้น ตัวอย่างงานพิมพ์ออฟเซ็ท เช่น พิมพ์แผ่นพับ พิมพ์ใบปลิว พิมพ์หนังสือ พิมพ์วารสาร พิมพ์นิตยสาร พิมพ์โบรชัวร์ พิมพ์แคตตาล็อก บรรจุภัณฑ์กระดาษ งานพิมพ์ใช้ในสำนักงาน ฯลฯ

ฉลาก สติ้กเกอร์
"ฉลาก" เป็นสิ่งพิมพ์สำหรับบ่งบอกหน้าตา รูปลักษณ์ รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ โดยการทำฉลากควรพิจารณาถึงภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ การดึงดูดสายตา ความน่าเชื่อถือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ คือ ถ้าพิมพ์ฉลากออกมาได้ดี ก็อาจส่งผลให้มูลค่าของสินค้าดีไปด้วย ฉลากสินค้าที่ดีควรมีรายละเอียดเท่าที่จำเป็น ไม่ควรมากเกินไปทำให้ฉลากสินค้าดูรกและไม่น่าดู ซึ่งส่วนใหญ่ฉลากสินค้านิยมใช้เป็นสติ๊กเกอร์เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
"สติ๊กเกอร์" แปลว่า กระดาษกาว ป้ายที่เป็นกาว หรือฉลากที่เป็นกาว เพราะฉะนั้น สติ๊กเกอร์จึงนิยมพิมพ์เป็นฉลากสินค้า โดยสติ๊กเกอร์ทั่วไปมีหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
ลักษณะของสติ๊กเกอร์
1. สติ๊กเกอร์กระดาษ เหมาะสำหรับติดวัสดุที่ไม่ต้องระวังเปียก เช่น สติ๊กเกอร์วันหมดอายุ สติ๊กเกอร์โลโก้ สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด และ สติ๊กเกอร์ติด ซึ่งสติ้กเกอร์กระดาษนี้นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะราคาถูกกว่าสติ้กเกอร์ประเภทอื่นๆ
ชนิดของสติ้กเกอร์กระดาษ : สติ๊กเกอร์กระดาษขาวเงา สติ๊กเกอร์กระดาษขาวด้าน สติ๊กเกอร์กระดาษเงินเงา และ สติ๊กเกอร์กระดาษทองเงา เป็นต้น
คุณสมบัติ : สามารถโดนน้ำได้ 40% และทนความร้อนได้ประมาณ 90 องศาเซลเซียส หากเพิ่มการเคลือบลามิเนตก็จะสามารถทำให้โดนน้ำได้มากขึ้นแต่ไม่ 100 %
รูปแบบการพิมพ์ : เหมาะกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ท หรือ ดิจิตอลออฟเซ็ท โดยสามารถเพิ่มความสวยงามได้ด้วยการเคลือบยูวีเงา เคลือบลามิเนตเงา เคลือบลามิเนตด้าน เคลือบลามิเนตด้าน+สปอตยูวี การปั้มเคเงิน การปั้มเคทอง การปั้มนูนตามแบบ และการไดคัท เป็นต้น
2. สติ๊กเกอร์ พีวีซี เหมาะสำหรับงานที่ต้องโดนน้ำ ตากแดด ตากฝน และต้องการความคงทนของสติ๊กเกอร์ เช่น สติ๊กเกอร์แกลอนน้ำมัน สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ สติ๊กเกอร์ติดเครื่องใช้ไฟฟ้า สติ๊กเกอร์ติดกระจก สติ๊กเกอร์ติดแก้วน้ำ เป็นต้น ซึ่งสติกเกอร์พีวีซีนี้ จะราคาแพงกว่าสติ้กเกอร์กระดาษ
ชนิดของสติกเกอร์ พีวีซี : สติ๊กเกอร์พีวีซีใส สติ๊กเกอร์พีวีซีขาวเงา สติ๊กเกอร์พีวีซีขาวนวล และสติ๊กเกอร์พีวีซีกาวเหนียวพิเศษ เป็นต้น
คุณสมบัติ : สามารถโดนน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้ประมาณ 40-60 องศาเซลเซียส หากโดนความร้อนมากกว่า 40องศาเซลเซียส สติกเกอร์จะเริ่มหดตัวและย่น
รูปแบบการพิมพ์ : เหมาะกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ท หรือ ดิจิตอลออฟเซ็ท โดยสามารถเพิ่มความสวยงามได้ด้วยการเคลือบยูวีเงา เคลือบลามิเนตเงา เคลือบลามิเนตด้าน เคลือบลามิเนตด้าน+สปอตยูวี การปั้มเคเงิน การปั้มเคทอง และการไดคัท เป็นต้น
3. สติ๊กเกอร์ พีพี เหมาะสำหรับงานที่ต้องโดนน้ำ และต้องการความคงทนของสติ๊กเกอร์สูง เช่น สติ๊กเกอร์ติดขวดแชมพู ครีมนวด สติ๊กเกอร์ติดขวดครีมทาหน้า เป็นต้น ซึ่งสติ้กเกอร์ พีพี นี้นิยมใช้กับสินค้าราคาสูง เนื่องจากเนื้อสติ๊กเกอร์จะมีความเรียบเนียนและสวยงามกว่าสติ๊กเกอร์ทั่วไป และราคาค่อนข้างแพงกว่าสติ้กเกอร์ พีวีซี
ชนิดของสติกเกอร์ พีพี : สติ๊กเกอร์พีพีใส สติ๊กเกอร์พีพีขาวเงา สติ๊กเกอร์พีพีด้าน เป็นต้น
คุณสมบัติ : สามารถโดนน้ำได้ 100% และทนความร้อนได้ประมาณ 90องศาเซลเซียส
รูปแบบการพิมพ์ : เหมาะกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ท หรือ ดิจิตอลออฟเซ็ท โดยสามารถเพิ่มความสวยงามได้ด้วยการเคลือบยูวีเงา เคลือบลามิเนตเงา เคลือบลามิเนตด้าน เคลือบลามิเนตด้าน+สปอตยูวี การปั้มเคเงิน การปั้มเคทอง และการไดคัท เป็นต้น
4. สติ๊กเกอร์ พีอีที เหมาะสำหรับงานที่ต้องติดทนกับความร้อน และต้องการความคงทนคุณภาพสูง เช่น สติ้กเกอร์ติดเครื่องใช้ไฟฟ้าในจุดที่มีอุณหภูมิสูงหรือติดกับสินค้าทั่วไปที่มีอุณหภูมิสูง หรือต้องทนต่อความร้อนและน้ำ เป็นต้น ซึ่งสติ้กเกอร์ พีอีที จะมีราคาแพงกว่าสติ๊กเกอร์ทั่วไปพอสมควร
คุณสมบัติ : เสามารถโดนน้ำได้ 100 % และทนความร้อน ได้ประมาณ 140-200องศาเซลเซียส
รูปแบบการพิมพ์ : เเหมาะกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ทยูวี (ใช้หมึกพิมพ์โดยเฉพาะพิเศษ) โดยสามารถเพิ่มความสวยงามได้ด้วยการเคลือบยูวีเงา การปั้มเคเงิน การปั้มเคทอง และการไดคัท เป็นต้น ซึ่งการพิมพ์สติกเกอร์ประเภทนี้จะไม่นิยมเคลือบลามิเนต
5. สติ๊กเกอร์กันปลอม เช่น สติกเกอร์ Void (โมฆะ) กันปลอมสีเงินเงาและเงินด้านไม่มีลาย แต่เวลาลอกออก จะทิ้งคราบคำว่า VOID (โมฆะ) เอาไว้
คุณสมบัติ : สติกเกอร์กันปลอมเปลือกไข่ ฉีกแล้วจะเป็นเศษแตกๆเหมือนเปลือกไข่ สติกเกอร์กันปลอมลายเลเซอร์ "void if remove" เวลาลอกออก จะทิ้งคราบคำว่า void if remove เวลาโดนไฟส่องจะเป็นรุ้งๆเหมาะสำหรับสินค้าราคาสูง6.) สติกเกอร์สูญญากาศ เหมาะกับติดกระจกรถยนต์ เช่น บัตรอนุญาติจอดรถ บัตรติดกระจกโฆษณาทั่วไป เป็นต้น
คุณสมบัติ : สามารถโดนน้ำได้และทนความร้อน ได้ประมาณ 40-60องศาเซลเซียส (ส่วนใหญ่จะไม่ติดในที่ที่โดนน้ำ)
รูปแบบการพิมพ์ : เหมาะกับงานพิมพ์ระบบออฟเซ็ทยูวี (ใช้หมึกพิมพ์โดยเฉพาะพิเศษ) โดยสามารถเพิ่มความสวยงามได้ด้วยการไดคัท เป็นต้น ซึ่งการพิมพ์สติกเกอร์ประเภทนี้จะไม่นิยมนำไปเคลือบ

วัสดุการพิมพ์ฉลากหรือสติ๊กเกอร์ฉลากไม่กันน้ำ
-กระดาษปอนด์ (Bond Paper) 70 - 310 แกรม
-กระดาษอาร์ตการ์ด (Art Card Paper) 90 - 310 แกรม
-กระดาษการ์ดขาว (White Card Paper) 90 - 310 แกรม/li>
-กระดาษสติ๊กเกอร์ขาวมัน / ขาวด้าน 90-130 แกรม/li>
-สติ๊กเกอร์ต่างๆฉลากกันน้ำ
-กระดาษสติ้กเกอร์พีวีซี

ระบบการพิมพ์ฉลากหรือสติกเกอร์
-Offset 1-4 สี
-Digital offset 1-4 สี

เทคนิคการพิมพ์ฉลากหรือสติกเกอร์แบบพิเศษการพิมพ์ฉลากสินค้าหรือสติกเกอร์ สามารถเพิ่มลูกเล่นเพื่อดึงดูดความสนใจ สะดุดตาได้ดังนี้
-การเคลือบ UV
-การเคลือบลามิเนตเงา
-การเคลือบลามิเนตด้าน
-การเคลือบ Spot UV
-การปั้มเคเงิน
-การปั้มเคทอง
-การไดคัท





MILK นม หรือ น้ำนม


ภาพตัวอย่าง นมวัว

หมายถึงของเหลวสีขาวที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ออกมาจากเต้านมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นมจะประกอบไปด้วยสารอาหารหลักที่จำเป็นสำหรับเด็กหรือสัตว์เกิดใหม่ ซึ่งนมสามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์อื่นได้แก่ ครีม เนย โยเกิร์ต ไอศกรีม ชีส นอกจากนี้นมยังสามารถหมายถึงเครื่องดื่มอื่นที่นำมาใช้ทดแทนนม เช่น นมถั่วเหลือง นมข้าว นมข้าวโพด นมแอลมอนด์

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ให้นม อาทิเช่น วัว มนุษย์ แพะ ควาย แกะ ม้า ลา อูฐ จามรี ยามา เรนเดียร์ ฯลฯ โดยนมจากม้าและลาเป็นนมที่มีไขมันต่ำ ในขณะที่นมจากแมวน้ำจะมีไขมันสูงถึง 50% นอกจากนี้ในประเทศรัสเซียและประเทศสวีเดน มีการกินนมมูส
มีบางคนที่ไม่มีน้ำย่อยแล๊คเตส จะไม่สามารถดื่มนมวัวได้ ก็จะหันมาดื่มนมสัตว์ชนิดอื่นแทน เช่น นมแพะ

ประโยชน์
การดื่มนม ช่วยเสริมสร้างแคลเซียม ป้องกันโรคกระดูกพรุน และนมรับแสงแดดจะเพิ่มวิตามินดีอีกด้วย
คุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของนมวัว
ด้วยเหตุที่นมเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวของลูกอ่อนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในน้ำนมจึงอุดมด้วยสารอาหารหลายชนิด ในปริมาณที่เหมาะสำหรับลูกอ่อน พร้อมทั้งมีรสชาดดี และยอ่ยง่าย

โปรตีน
* น้ำนมเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ในน้ำนมสดหนึ่งถ้วยตวงมีโปรตีนถึง 8 กรัม นมจึงอยู่ในอาหารหลักหมู่ที่ 1 ของไทย คืออยู่หมู่เดียวกับ เนื้อสัตว์ , ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง โปรตีนในน้ำนมมีคุณภาพสูงกล่าวคือ เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์มีกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย ในปริมาณที่พอเหมาะ และยังมีกรดอะมิโนบางตัวมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ไลซีน (lysine) และลูซีน (leucine) เป็นต้น* หน้าที่และประโยชน์ของโปรตีน
1. จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
2. ควบคุมการทำงานของร่างกาย เอมไซม์ ฮอร์โมน และภูมิคุ้มกันโรคให้เป็นปกติ* สำหรับเด็ก การดื่มนมวันละ 500 ซีซี (ประมาณ 2 แก้ว) จะได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายในปริมาณที่เพียงพอ

ไขมัน
* ไขมันในนมหรือที่เรียกว่ามันเนยเป็นแหล่งพลังงาน และมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ไขมันในนมเป็นหยดเล็ก ๆ และย่อยง่าย ในปัจจุบันการซื้อขายน้ำนม และผลิตภัณฑ์นมใช้ปริมาณไขมันเป็นมาตรฐาน นมที่มีไขมันสูงขายได้ในราคาดีกว่านมที่มีไขมันต่ำ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข น้ำนมสดต้องมีมันเนยไม่น้อยกว่า ร้อยละ 3.25* หน้าที่และประโยชน์ของไขมัน
1. ให้พลังงานและกรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกาย
2. เป็นการป้องกันการกระทบกระเทือนของอวัยวะ
3. จำเป็นสำหรับสุขภาพของผิวหนังในทารกและเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
4. ช่วยในการละลายและดูดซึมของวิตามินบางชนิด ได้แก่ เอ , ดี , อี , เค

คาร์โบไฮเดรต
คาร์โบไฮเดรตในนมเป็นน้ำตาลสองชั้น ชื่อแลคโตส (lactose) สำหรับทารกน้ำตาลชนิดนี้มีคุณค่าสูงกว่าน้ำตาลชนิดอื่น เพราะช่วยดูดซึมฟอสฟอรัส และแคลเซียมด้วย* หน้าที่และประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต
1. ให้พลังงานแก่ร่างกาย
2. ช่วยให้ร่างกายนำไขมันไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
3. ช่วยประหยัดการใช้โปรตีนในร่างกาย
4. ช่วยการทำงานของลำไส้ ช่วยการดูดซึมของแคลเซียม และ ฟอสฟอรัส ทำให้ทารกเจริญเติบโตได้ดี

แคลเซียมและฟอสฟอรัส
* แคลเซียมและฟอสฟอรัสในนมมีมาก เกลือแร่ทั้งสองจำเป็นสำหรับลูกอ่อนในการสร้างกระดูก และฟันในระยะที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง ในนมหนึ่งถ้วยตวงมีแคลเซียมประมาณ 300 มิลลิกรัม แม้ว่าน้ำนมจะมีเหล็กน้อยมาก แต่ก็เพียงพอสำหรับลูกอ่อนแรกเกิด เพราะตั้งแต่ก่อนเกิด ลูกอ่อนได้สะสมเหล็กไว้เพียงพอกับความต้องการแล้ว ลูกอ่อนจะต้องการเหล็กมากขึ้น ก็ต่อเมื่อถึงระยะที่กินอาหารเสริมได้แล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 3-4 เดือน จึงต้องเริ่มกินอาหารเสริมที่มีเหล็ก เช่น น้ำต้มผัก ไข่แดง หรือตับบด เพื่อให้ได้เหล็กเพียงพอ ปัจจุบันมีนมเสริมธาตุเหล็กสำหรรับทารกจำหน่ายแล้ว* แคลเซียมและฟอสฟอรัสมีประโยชน์ในการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเวลาเกิดบาดแผล และยังมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ ในเด็กหากขาดเกลือแร่ที่สำคัญ 2 ตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

วิตามิน
* ในน้ำนมวิตามิน เอ สูง ปริมาณวิตามินเอขึ้นอยู่กับอาหารของวัว ถ้าวัวกินอาหารที่มีแคโรทีน (carotene) สูง น้ำนมก็จะมีวิตามินเอสูงด้วย ในฤดูหนาวปริมาณวิตามินเอในน้ำนมจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของในฤดูร้อน ในประเทศหนาวจึงต้องดัดแปลงอาหารของวัวเพื่อช่วยมิให้ปริมารวิตามินเอในน้ำนมแต่ละฤดูต่างกันมาก* ในนมมีวิตามิน บีหนึ่ง และ ไนอะซิม มากพอควร แต่วิตามิน บีสอง มาก วิตามินบีสอง ถูกทำลายได้ด้วยแสง ดังนั้นถ้าตั้งนมที่บรรจุในขวดแก้วใสไว้กลางแดดประมาณ 2 ชั่วโมงจะเหลือวิตามินบีสองเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงต้องบรรจุนมในภาชนะที่ทึบแสง เช่น กล่องกระดาษ หรือ ขวดสีชา เพื่อสงวนวิตามินบีสอง* นมมีวิตามินซีน้อยมาก นมที่ผ่านความร้อนแล้วยิ่งมีวิตามินซีเหลือน้อยลง นอกจากนั้น วิตามินซียังสลายตัวเมื่อถูกแสง และอากาศ ทารกจึงหวังพึ่งวิตามินซีจากน้ำนมไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเริ่มกินน้ำส้มตั้งแต่อายุประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้วิตามินซีเพียงพอ* ตามธรรมชาติ นมมีวิตามินต่ำ ประชาชนในประเทศหนาวมักเป็นโรคกระดูกอ่อนเพราะขาดวิตามินดี นมที่ขายในประเทศเหล่านั้นจึงมักเติมวิตามินซีลงไปด้วยเสมอ* หน้าที่และประโยชน์ของวิตามิน
1. วิตามิน เอ ช่วยบำรุงสายตา , ป้องกันความผิดปกติในการทำงานของประสาทตา และช่วยบำรุงผิวหนังในผุดผ่องสวยงาม
2. วิตามินบี โดยเฉพาะ วิตามิน บีสอง ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ผิวหนังแตก และลิ้นบวม
นมประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน ดังนั้นนมจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย วัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ร่างกายย่อมต้องการสารอาหารครบถ้วน การดื่มนมเป็นประจำจะช่วยให้อวัยวะทุกส่วนรวมทั้งสมองเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ , วัยรุ่นเป็นวัยที่ร่างกายยังต้องเจริญเติบโตต่อไปอีก ร่างกายจึงยังต้องการสารอาหารที่ครบถ้วน และในปริมาณที่มากพอ , วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่เซลล์ส่วนล่าง ๆ ของร่างกายมีการหมดอายุการทำงาน ร่างกายจึงต้องการสารอาหารที่ครบคุณค่า เพื่อไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การดื่มนมต่ำไปในขณะที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนอีกทางหนึ่ง , วัยชราเป็นวัยที่ร่างกายมีการเสื่อมถอย และทรุดโทรมมากขึ้น การดื่มนมเป็นประจำจะทำให้ผู้สูงอายุได้สารอาหารที่เพียงพอแก่การพยุงสภาวะร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ว่า " นมเป็นอาหารที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับคนทุกวัย"

ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากนม
-นมผง


ภาพตัวอย่าง นมผง

-นมยูเอชที

ภาพตัวอย่างนมยูเอชที

-นมเปรี้ยว


ภาพตัวอย่าง นมเปรี้ยว

-นมพาสเจอร์ไรซ์


ภาพตัวอย่าง นมพลาสเจอร์ไรซ์

-เนยแข็ง


ภาพตัวอย่างเนยแข็ง 

-นมสเตอริไลซ์
ภาพตัวอย่าง นมสเตอริไลซ์

-นมข้นหวาน

ภาพตัวอย่างนมข้นหวาน


ที่มา : http://ploy-sunny.blogspot.com/2008/12/blog-post.html
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%A1

CIUM หมายถึง แคลเซียม

ภาพตัวอย่าง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม

แคลเซียม ( Calcium ) เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย คือประมาณ 1,250 กรัม ซึ่งร้อยละ 55 จะอยู่ในกระดูกและฟัน โดยจับกันเป็นผลึกอยู่กับฟอสฟอรัส เป็นเกลือ Calcium Phosphates ดังนั้น เวลากล่าวถึง Calcium ในร่างกาย จึงมักนึกถึงเฉพาะกระดูก ทั้งที่จริงแล้วยังมีแคลเซียมอีกส่วนอยู่ในเลือดโดยจับอยู่กับโปรตีนในเลือดและอยู่เป็นแคลเซียมอิสระ
หน้าที่ของ calcium
นอกจากจะเป็นส่วนประกอบของกระดูกแล้ว ยังมีหน้าที่อื่นๆ อีกได้แก่ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจให้เป็นไปตามปกติ นอกจากนั้น calcium ยังเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของโปรตีนอื่นๆ เช่น Osteocalcin ซึ่งเป็น corboxylated- glutamic acid ให้จับกับ แคลเซียมของ Hydroxyapatite ช่วยในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก เรื่องที่สำคัญอีกอย่าง คือ แคลเซียมจากกระดูกยังทำหน้าที่ในการควบคุมความสมดุลของกรดและด่างในร่างกายด้วย
ความสมดุลของแคลเซียมในร่างกาย
แม้ว่า แคลเซียม ที่กระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้วกระดูกจะมีการสลายออก (resorption) และยังสร้างขึ้นใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา โดยขึ้นกับความสมดุลของฮอร์โมน หลายตัว ได้แก่ Parathyroid Hormone ( PTH ),Calcitonin (CT) และ 1,25[OH2]D3 ซึ่งช่วยให้มีการดูดซึมแคลเซียม ไม่ถูกละลายออกจากกระดูก และ Parathyroid hormone จะทำให้เกิดขบวนการ Resorption ขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะในหญิงหลังหมดประจำเดือนอาจเกิดการขาดดุลของแคลเซียมอย่างรวดเร็วคือ มีกระบวนการสลายมากกว่าการสร้างเพราะการขาด estrogen ซึ่งช่วยยับยั้งการสลายของกระดูก ทำให้กระดูกเกิดการผุกร่อนเปราะและหักง่ายเรียกว่า”ภาวะกระดูกพรุน” ( Osteoporosis )
แหล่งให้และขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม
นมและผลิตภัณฑ์ของนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะนมวัว กระดูกต่างๆก็เป็นแหล่งแคลเซียมเช่นกันโดยเฉพาะกระดูกปลาที่สามารถเคี้ยวกลืนได้ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาเล็กปลาน้อยของไทย เช่น ปลารากกล้วย ปลาซิว เป็นต้น นอกจากกระดูกแล้วเนื้อสัตว์และผักใบเขียวต่างๆก็มีแคลเซียมพอควร แต่แคลเซียมพวกนี้ถูกดูดซึมเข้าทางเดินอาหารได้น้อย เนื่องจากมีใยอาหารและ phytate (inositol phosphate) และ oxalate อยู่ซึ่งขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
นอกจากนี้ยังมีสารและยาบางชนิด ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมด้วย เช่น Alcohol ยากันชัก ยาพวก tetracyclines เป็นต้น
ความต้องการแคลเซียม
ในคนปกติมีความต้องการแคลเซียมประมาณ 800-1500 มก./วัน สำหรับสตรีในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการเพิ่มจากปกติอีก 400 มก./วัน ในวัยหมดประจำเดือนจนกระทั่งวัยสูงอายุในขณะนี้มีแนวโน้มต้องการถึง 1500 มก./วัน
การใช้แคลเซียม
การใช้แคลเซียมในรูปยาเม็ดแต่ละ prepatation จะให้ธาตุแคลเซียมไม่เท่ากัน เช่น
- Ca lactate ให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%
- Ca gluconate ให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%
- Ca carbonate ให้ธาตุแคลเซียมได้ 13%

คำแนะนำในการรับประทานแคลเซียม -ขนาดที่แนะนำให้รับประทานสำหรับผู้ใหญ่ต่อวันคือ 1,200 มิลลิกรัม สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรอยู่ที่ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัม และสำหรับผู้สูงอายุวันละ 1,500 มิลลิกรัม
-แคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมมีจำหน่ายแบบเม็ดขนาดตั้งแต่ 250 – 500 มิลลิกรัม รูปแบบของแคลเซียมที่ดีที่สุดคือ ไฮดร็อกซีอะพาไทต์ , แคลเซียมซิเทรต , แคลเซียมไฮโดรเจนฟอสเฟต (ซึ่งแคลเซียมซิเทรตให้ปริมาณแคลเซียมมากที่สุด โดยมีวางจำหน่ายในรูปแบบเคี้ยวในรสชาติต่าง ๆ และแบบเม็ดที่ละลายได้ในน้ำ)
-แคลเซียมกลูโคเนต (แบบมังสวิรัติ) หรือ แคลเซียมแล็กเทต (อนุพันธ์ของแล็กโทส) เป็นอาหารเสริมที่ไม่มีตะกั่วเจื่อปน และดูดซึมได้ง่าย โดยกลูโคเนตจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าแล็กเทต
-อักษรย่อบนฉลากอาหารเสริม USP (U.S. Phamacopeia) มีไว้เพื่อบ่งบอกว่าอาหารเสริมชนิดนั้นได้ผ่านมาตฐานการตรวจสอบว่าสามารถละลายได้หมดภายใน 30 นาที
-การรับประทานแคลเซียมร่วมกับแมกนีเซียม ควรมีแคลเซียม 2 ส่วนต่อแมกนีเซียม 1 ส่วน
-หากคุณรับประทานยาปฏิชีวนะ อาจทำให้ประสิทธิภาพของแคลเซียมในอาหารเสริมลดลง
-หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง การรับประทานแคลเซียมเสริมสามารถช่วยได้
-ผู้ที่ปวดท้องประจำเดือน หากรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยบรรเทาอาการได้
-การเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ ก็ได้รับแคลเซียมเช่นกัน
-หากรับประทานแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ต่อวัน แล้วพบว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ควรจะหาน้ำแครนเบอร์รี่มาดื่มด้วย เพราะสามารถป้องกันไม่ให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการติดเชื้อเกาะที่ผนังเซลล์ของทางเดินปัสสาวะได้
-วัยรุ่นที่มีอาการเจ็บกระดูกซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโต
-การรับประทานแคลเซียมเสริมจะช่วยให้อาการดีขึ้น
-การรับประทานแคลเซียมเสริมในปริมาณมากทุกวันเป็นระยะเวลานาน จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของไขมันที่รับประทานเข้าไปได้
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทำให้ร่างกายใช้แคลเซียมมากขึ้น ควรรับประทานแคลเซียมซิเทรตในปริมาณ 1,500 มิลลิกรัม
-การดื่มน้ำอัดลมมาก ร่างกายจะสูญเสียแคลเซียมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน
-แคลเซียมจะทำงานร่วมกับวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ได้ดีที่สุด
-แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดหากรับประทานหลังอาหารและก่อนนอน
-หากจะรับประทานแคลเซียมตอนท้องว่าง หรือสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรรับประทานเป็น แคลเซียมซิเทรต และ แคลเซียมไฮดร็อกซีอะพาไทต์ จะดีที่สุด
-การรับประทานแคลเซียมชนิดที่แตกตัวได้ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดโทษได้ เช่น ข้อตึง ผนังเส้นเลือดแดงแข็ง
-ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเกิน 500 มิลลิกรัม ได้ในมื้อเดียว ดังนั้นควรแบ่งรับประทานออกเป็นมื้อ ๆ
-ร่างกายจะต้องการแคลเซียมมากขึ้น หากคุณนอนอยู่บนเตียงตลอดมากกว่า 1 สัปดาห์
-การรับประทานแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริมกันก่อนเข้านอน จะช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของแคลเซียม
-ช่วยให้กระดูกและฟันมีสุขภาพแข็งแรง
-ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก
-ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
-ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
-มีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ 
-ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย
-ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
-ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
-ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกน่วม
-ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน
-ช่วยป้องกันอาการกระดูกหักง่ายในวัยสูงอายุ
-ช่วยเรื่องระบบประสาท โดยเฉพาะการส่งต่อสัญญาณประสาท โรคจากการขาดแคลเซียม
ที่มา : http://guru.sanook.com/3468/

อัลมอนด์

ภาพอัลมอนด์

อัลมอนด์ หรือ แอลมอน, แอลม่อน, แอลมอนด์, อัลมอล (Almond – ออกเสียงในภาษาอังกฤษจะอ่านว่า อามึนด์ หรือ แอมึนด์ โดยไม่มีเสียงตัวแอล แต่สำหรับในภาษาไทยเราจะนิยมอ่านและสะกดว่า อัลมอนด์ หรือ แอลมอนด์มากกว่า
อัลมอนด์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Prunus dulcis (Mill.) D.A.Webb (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Prunus amygdalus Batsch) จัดอยู่ในวงศ์กุหลาบ (ROSACEAE) และเป็นพืชพื้นเมืองในตะวันออกกลางและเอียใต้
ต้นอัลมอนด์ เป็นไม้ผลัดใบสูงประมาณ 4-10 เมตร ใบเป็นขอบหยักยาวประมาณ 3-5 นิ้ว ดอกอัลมอดน์มีสีขาวหรือชมพูอ่อน มีกลีบ 5 กลีบ ผลอัลมอนด์ ผลดิบเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ในผลมีเมล็ดเดียว มีเปลือกชั้นนอกอยู่และมีเปลือกแช็งหุ้มเมล็ด โดยเมล็ดสามารถนำมารับประทานได้ และอัลมอนด์นั้นจะขายทั้งแบบพร้อมเปลือกแบบไม่มีเปลือก หรือนำไปผ่านน้ำร้อนเพื่อทำให้เปลือกอ่อนและเมล็ดยังเป็นสีขาว
ถั่วอัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีคุณค่าทางสารอาหารต่อร่างกายสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ๆมาก และยังติด 1 ใน 10 ของสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย ถ้าคุณได้เห็นคุณค่าทางโภชนาการของถั่วชนิดนี้เมื่อเทียบกับผลและผลไม้ชนิดอื่น ๆ แล้วคุณจะต้องตกใจ เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น และแถมยังมีปริมาณที่มากเสียด้วย
อัลมอนด์ อ้วนไหม? คงเป็นคำถามที่หลาย ๆคนคงสงสัย เพราะถ้าดูตามปริมาณไขมันในถั่วชนิดนี้ต่อ 100 กรัมแล้ว คุณอาจจะต้องตกใจ เพราะมันมีไขมันมากถึง 49.42 กรัม (เยอะมาก) แต่มันน่าประหลาดใจ ที่มันสามารถช่วยลดน้ำหนักและความอ้วนได้จริง ๆ หากรู้จักรับประทานในปริมาณเหมาะสมและสม่ำเสมอ โดยจากการศึกษาของ International Journal of Obesity พบว่าผู็ที่รับประทานอัลมอนด์วันละ 70 เมล็ดอัลมอนด์จะช่วยลดรอบเอวได้ถึง 7 นิ้ว !! ซึ่งมากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 2 นิ้ว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการทานจุบจิบหรือขนมขบเคี้ยว และลดระดับไขมันเลวได้เป็นอย่างดี
ประโยชน์ของอัลมอนด์
อัลมอนด์ ประโยชน์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ดี
ประโยชน์ของอัลมอนด์ ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย
ช่วยบำรุงระบบประสาท และช่วยเพิ่มสติปัญญาและสมาธิให้มากขึ้น
ช่วยในการทำงานของสมอง ช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
ช่วยเสริมสร้างเซลล์และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวพรรณ เส้นผม เล็บ ฯลฯ
การรับประทานอัลมอนด์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายได้ถึง 50%
ในเปลือกอัลมอนด์มี ฟลาโวนอยส์ (Flavonoids) ที่สามารถทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการช่วยปกป้องผนังหลอดเลือด จึงทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ (งานวิจัยจาก Tufts University)
ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ถึง 30-50% เพราะช่วยในการหลั่งอินซูลินหลังอาหาร ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นถูกดูดซึมเก็บไว้ที่ตับและเนื้อเยื่ออื่น ๆ จึงมีผลทำให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
อัลมอนด์ลดน้ําหนัก จากงานวิจัยหลายอย่างระบุว่า ผู้ที่รับประทานถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ จะมีน้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ยมากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับประทานถั่ว โดยผู้ที่รับประทานถั่วอัลมอนด์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร้อยละ 31% พบว่ามีน้ำหนักตัวที่ลดลง ถึงแม้ว่าถั่วอัลมอนด์จะมีไขมันที่สูงมากก็ตาม (บทความจาก WHFoods)
อัลมอนด์ลดความอ้วน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL)และลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในอเมริกาและยุโรปพบว่าการรับประทานอัลมอนด์วันละ 1 หยิบมือจะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ถึง 4.4% แต่ถ้ารับประทานวันละ 2 หยิบมือก็จะช่วยลดระดับไขมันเลวได้ 9.4%
สรรพคุณ อัลมอนด์ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี
สรรพคุณของอัลมอนด์ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก เนื่องจากอัลมอนด์มีเส้นใยอาหารในปริมาณมาก มันจึงช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี
อัลมอนด์ สรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่ว จากฐานข้อมูลจากNurses’ Health Study จากผู้หญิงกว่า 80,000 รายแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่รับประทานถั่วอย่างน้อย 1 ออนซ์ต่อสัปดาห์จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ถึง 25%
อัลมอนด์ เป็นถั่วที่มีโปรตีนสูงมาก ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างความเจริญเติบโต ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยรักษาสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ฯลฯ
เมล็ดอัลมอนด์ มีโพสแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
การรับประทานอัลมอนด์จะช่วยลดการกินจุบจิบ และการรับประทานทุกวันก็จะช่วยระงับความหิวได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นการไดเอทไปด้วยในตัวเลยทีเดียว
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องน้ำหนักตัว คุณสามารถรับประทานถั่วอัลมอนด์แทนของหวานหรือขนมขบเคี้ยวในระหว่างวันได้อย่างสบายใจ นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้วยังได้คุณค่าจากธรรมชาติไปเต็ม ๆ และยังช่วยลดน้ำหนักไปในตัวด้วย
นอกจากนี้อัลมอนด์ยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะถั่วชนิดอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จำเป็นอย่างมากสำหรับเด็กทารกในครรภ์
เมล็ดอัลมอนด์สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น อัลมอนด์อบเกลือ อัลมอนด์อบเนย คุกกี้อัลมอนด์ เค้กอัลมอนด์ น้ำมันอัลมอนด์ ฯลฯ
ที่มา :http://frynn.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C/

        _____________________________________________________________________________
                             แบบสรุปผลการสัมภาษณ์และผลการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นทางการออกแบบ
การออกแบบและพัฒนาตราสัญลักษณ์และฉลากบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่มนม รสอัลมอนด์ ตรา Milkcium
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2558
______________________________________________________________________________
 ผู้ประกอบการรายเดียว ประเภทเครื่องดื่ม
1.ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์/ผูมีอำนาจตัดสินใจ
ชื่อ/ผู้ให้สัมภาษณ์/ผู้ให้ข้อมูล Thitisan Phokintralulsisn
ตำแหน่งงาน Business Developer
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ Thitisan Phokintralulsisn
ที่อยู่อีเมลส่วนตัวของผู้ให้สัมภาษณ์ Thitisan@allideastudio.com
2.ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ
ชื่อผลิตภัณฑ์ที่ต้องการให้พัฒนา ศักยภาพ
 ผลิตภัณฑ์ Milkcium
ต้องการออกแบบพัฒนาด้านโครงสร้างบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้า ตราสัญลักญณ์และฉลากบรรจุภัณฑ์
3.รายละเอียดข้อมูลสำหรับการพิมพ์
การสื่อสารและการโฆษณาผลิตภัณฑ์สินค้า
ชื่อผลิตภัณฑ์ภาษาไทย
มิลค์เซียม
ชื่อผลิตภัณฑ์ภาษาอังกฤษ(Product Name)
Milkcium
สรรพคุณ/ความดี/ระดับคุณภาพของสินค้า (Benefit/grade/Level )
ผลิตภัณฑ์ สด ใหม่ สะอาด มีความเป็น Original ด้วคุณภาพนมที่ทำมากว่า 30 ปี
ส่วนประกอบที่สำคัญ( Ingredients)
อัลมอนด์
ข้อมูลอื่นๆที่ต้องการสื่อสารกับลูกค้า หรือเพื่อการพัฒนาศักยภาพ
คุณภาพแล้วประโยชน์ของผลิตภัณฑ์
Milkcium ผลิตภัณฑ์นมรสอัลมอนด์
ออกแบบ logo + ฉลากติดขวดนม size ขวด เส้นผ่าศูนย์กลาง  5 cm 
logo ออกแบบตาม identity ส่วนฉลากสื่อสารถึงความสดสะอาด ความเป็น original
ของนมที่ทำมากว่า 30 ปี แต่ต้องไม่ทิ้งความเข้าสมัย เพราะเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น
4.ไฟล์ภาพประกอบและกราฟิกที่จำเป็นต้องมีและใช้พิมพ์บนผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์จริง
ไฟล์แบบตัวพิมพ์ที่ซื้อลิขสิทธิ์ (Corporate Font License) แล้ว 
มี
ไฟล์ตราสัญลักษณ์ เครื่องหมายการค้า ( Brand/Logo/Trademark Symbol) Image file Resolutions 300 dpi,  .psd .jpg ,Vector filetype .ai,.cdr
มี ไฟล์ Vactor, Ai, psd, jpg.
จะส่งมอบไฟล์ต่างๆให้ทางอีเมล/line/ Online
Thitisan@allideastudio.com
5. ภาพรวมความต้องการงานออกแบบ (Design Brief)
กรุณาเลือกระดับภาพรวมของอารมณ์และความรู้สึก ที่ต้องการให้ออกแบบใหม่(NewDesign)
การออกแบบและพัฒนาตราสัญลักษณ์และฉลากบรรจุภัณฑ์ เครื่องดื่มนม รสอัลมอนด์ ตรา Milkcium ( Re design)
Mood & Feel (อารมณ์และความรู้สึกที่ต้องการให้ออกแบบหรือพัฒนา)
เลือกกำหนดค่าระดับความต้องการสื่อสารจากค่าน้อยไปหามาก
นับจากจุดกลาง ไปทางซ้ายหรือขวา ด้านใดด้านหนึ่ง ค่าระดับ 0 คือค่าเลือกที่เป็นกลาง

ความต้องการแบบ
4
3
2
1
0
1
2
3
4
ความต้องการแบบ
Elegant (หรูหรา)







/

Bold (แรง เข้มแข็ง)
Playful (เรียบง่าย สบาย)
/








Serious (จริงจัง หนักแน่น)
Traditional(ตามแบบอย่าง)








/
Modern (ใหม่ /ดูทันสมัย)
Personable (ง่าย ส่วนตัว)

 /







Professional (แบบมืออาชีพ)
Feminine(แนวผู้หญิง)




/




Masculine (แนวผู้ชาย)
Colorful (หลากสีสันสนุก)
 /








Conservative (เชิงอนุรักษ์)
Economical(ถูก-ประหยัด)




 /




Upmarket (แพง-ตลาดบน)

                       
6.วิธีการขนส่ง วิธีการจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์สินค้า
ต้องการออกแบบให้เหมาะสมกับการขนส่งภาย ในประเทศ โดยทาง
รถยนต์ 
ต้องการออกแบบให้เหมาะสมกับการขนส่งต่างประเทศ โดยทาง
รถยนต์
วิธีการจัดจำหน่าย
ขายส่งต่อคนกลาง
7.ปัจจุบันสภาพ /ปัญหาที่เกิดขึ้น /ความต้องการพัฒนาตราสัญลักษณ์และรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์
( Problem Situations / Swot Analysis)
 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน/ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการดำเนินธุรกิจ ในฐานะของผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์)
วิเคราะห์
จุดอ่อน:ยังคงไม่เป็นที่รู้จักมากนักในเรื่องการประชาสัมพันธ์และสื่อการตลาดทำให้ไม่เป็นที่รู้จักหรือคุ้นเคยมากนัก สำหรับผู้บริโภคในยุคสมัยปัจจุบัน
จุดแข็ง : ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ สด ใหม่ และความเป็น Original ประสบการณ์กว่า 30 ปี มีความน่าเชื่อถือสูง และยังคงพัฒนาและต่อยอด ตามยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
อุปสรรค : ด้านคู่แข็ง สินค้าหรือผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มนมในปัจจุบันมีมาก และผูบริโภคจะสนใจในแบรนด์ตามท้องตลาดที่คุ้นเคยและเลือซื้อตามสื่อโฆษณาที่เคยเห็นเท่านั้น
โอกาส : ด้วยคุณภาพและความเป็นOriginal โดยเน้นเรื่องสุขภาพและคุณประโยชน์  ของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเหมากับกลุ่มวันรุ่นส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันที่เน้น Healthy ใส่ในในเรื่องสุภาพ


9.วาดแผนที่ตั้งสถานประกอบการ/สำนักงานขาย/สถานที่จัดจำหน่าย/หรือสถานที่เข้าร่วมปรึกษา และแจ้งแนวคิด-ความต้องการพัฒนา-ให้เป็นโจทย์เพื่อการออกแบบพัฒนาไว้เพิ่มเติม

ชื่อผู้บันทึก  นางสาวบุญญานุช  วิชาชัย วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2558
ลงชื่อ นางสาวบุญญานุช  วิชาชัย  ผู้ทำวิจัย/ที่ปรึกษาด้านการออกแบบ
ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์/ผู้ประกอบการ

ลงชื่อ Thitisan Phokintralulsisn  ตำแหน่ง Business Developer
_________________________________________________________________________________
1.ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับตัวสินค้า
ชื่อสินค้า : Milkcium
ประเภทสินค้า : อาหาร (เครื่องดื่ม)
สถานะผลิตภัณฑ์ : ของเหลว
สีของผลิตภัณฑ์ : สีน้ำตาลขาวนวล
สิ่งผสม : อัลมอนด์
วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ : ใช้สำหรับบริโภค (ดื่ม)
บรรจุภัณฑ์ : ขวดแก้วใส ฝาหมุนเกลียวอลูมิเนียม (สีเงิน)
ขนาด/มิติ : เส้นผ่านศูนย์กลางขวด ขนาด 5 cm.
ส่วนประกอบ : นมวัว อัลมอนด์
รูปแบบการขาย : ขายส่งภายในประเทศไทย
การนำส่งสินค้า : รถยนต์

2.โครงสร้างบรรจุภัณฑ์
แก้วที่บอโรซิลิเกต (Borosilicate glass ) หรือ Pyrex
เป็นแก้วที่มีการเติมบอริค-ออกไซด์ ลงไป ทำให้มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนต่ำ และทนต่อการเปลี่ยนแปลงความร้อนได้ แก้วที่ได้สามารถนำไปใช้ทำเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ ทำภาชนะแก้วสำหรับใช้ในเตาไมโครเวฟ
การผลิตขวดแก้ว Blow and Blow process ใช้ผลิตขวดปากแคบ
- แม่พิมพ์ที่ 1 เริ่มจากนำ Gob เข้ามาใน แม่พิมพ์จากนั้นจะมีแรงดันดันGobให้ติดกับแม่พิมพ์เมื่อติดแล้วจะมีลมเป่าเข้ามาในGob ทำให้เกิดช่องว่างด้านในเรียกว่า Blank shape
- แม่พิมพ์ที่ 2 นำ Blank shape ทีได้เข้าแม่พิมพ์ตัวที่ 2 เพื่อเข้าขั้นตอนการเป่าลมเข้าไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ได้ผนังของขวดแก้วที่บางตามต้องการ

3.การออกแบบฉลากบรรจุภัณฑ์
ใช้การพิมพ์ได้ทั้ง 2 ประเภท
-Offset 1-4 สี
-Digital offset 1-4 สี
พิมพ์ลงบนกระดาษสติ้กเกอร์สีขาว การเคลือบด้วย spot uv และการไดคัท
ระบบสีในการพิมพ์ 4สี CMYK


คำอธิบายข้อมูลบนฉลากสินค้าและโครงสร้างของบรรจุภัณฑ์
หมายเลข 1 คือ ตราสัญลักญณ์
หมายเลข 2 คือ ภาพประกอบ
หมายเลข 3 คือ โทนสี
หมายเลข 4 คือ คู่สีตรงข้าม
หมายเลข 5 คือ รูปทรงไดคัด
หมายเลข 6 คือ วิธีการใช้งาน
หมายเลข 7 คือ ภาพ Vactor
หมายเลข 8 คือ รสชาติหรอชนิดผลิตภัณฑ์
หมายเลข 9 คือ ฟอนต์ ตัวอักษร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น